HNY-BNTop-Khaokho

navigate_beforeย้อนกลับ

0 

ทำไมออกกำลังกายทุกวันแต่ก็ยังอ้วนเหมือนเดิม

มีหลายคนต้องการออกกำลังกายเพื่อที่จะหุ่นดีและลดน้ำหนัก แต่มีปัญหาบางอย่าง คือ ไม่ว่าจะออกกำลังกายยังไงก็ยังอ้วนเหมือนเดิม น้ำหนักก็ยังไม่ลดเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ก็ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว ที่เป็นเช่นนี้ อาจจะเกิดจากการออกกำลังกายของเรา ไม่ได้อยู่ในช่วงที่ร่างกายสามารถเผาผลาญพลังงานได้อย่างเต็มที่ก็เป็นไปได้

ช่วงที่ร่างกายสามารถเผาผลาญพลังงานได้ดีนั้น เรียกว่า Fat Burn Zone ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายของคนเราสามารถเผาผลาญพลังงานต่างๆ ได้มากที่สุดนั่นเอง

ถ้าหากว่า เราเคยปั่นจักรยาน จะสังเกตเห็นว่าเวลาที่เราปั่นแบบสบายๆ ปั่นไปเรื่อยๆ ไม่ได้รีบร้อนอะไร กับอีกกรณีหนึ่ง ที่เราปั่นจักรยานแบบเต็มที่ แบบสุดแรง เราจะรู้สึกว่า ความเหนื่อยของทั้งสองกรณีนี้จะไม่เท่ากัน และมีความแตกต่างกันเยอะมาก ทีนี้เรามาดูกันว่า เราจะออกกำลังกายยังไง เพื่อให้อยู่ในช่วงที่เป็น Fat Burn Zone 

ช่วงนี้จะถือว่า เป็นช่วงที่หัวใจเต้นตุ๊บตั๊บ ตุ๊บตั๊บ คือเป็นช่วงที่ร่างกายของเราออกกำลังกายและก็มีความเหนื่อยในระดับปานกลางนั่นเอง แต่ว่าจะต้องออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ถึงกับเหนื่อยหอบมากเกินไป เราจะรู้สึกได้ว่าหัวใจของเราจะเต้นแรงขึ้น โดยส่วนมากการออกกำลังกายที่อยู่ในช่วงนี้ จะเป็นการเต้นแอโรบิค ว่ายน้ำ การวิ่ง หรือว่าการปั่นจักรยาน หรืออาจจะเป็นการออกกำลังกายอื่นๆ ที่ทำให้เราเหนื่อยในระดับนี้ได้ในขณะที่เรากำลังออกกำลังกาย และก็มีความเหนื่อยในระดับนี้นั้น เราก็ควรที่จะคงที่ระดับนี้ไว้ให้ได้ซัก 15-30 นาที ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ว่าร่างกายมีความแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน

ถ้าหากว่าเราออกกำลังกายหนักขึ้นๆ ตรงนี้จะเป็นการเข้าสู่ช่วงของ คาร์ดิโอ ซึ่งจะทำให้หัวใจทำงานมากขึ้น  โดยช่วงนี้ร่างกายของคนส่วนใหญ่ จะทนได้ไม่นานเท่ากับช่วง Fat burn Zone เพราะว่า คาร์ดิโอ จะเป็นการใช้แรงในระดับที่หนัก แต่ช่วง Fat burn Zone นี้คือออกกำลังกายในระดับปานกลาง แต่ว่าเราจะออกกำลังกายที่นานกว่านั่นเอง

ต่อไปเรามาดูวิธีสังเกตว่า เราออกกำลังกายยังไง เพื่อที่จะอยู่ในช่วงของ Fat burn Zone

วิธีง่ายๆก็คือ ถ้าหากเรากำลังออกกำลังกายอยู่นั้น จะสามารถสังเกตได้จากความเหนื่อยของเรา ความเหนื่อยในระดับปานกลางนี้ดูง่ายๆ โดยที่เราพูดประโยคยาวๆ ได้ในขณะที่ออกกำลังกายอยู่ และก็รู้สึกว่าหัวใจของเราเต้นเร็วขึ้นอยู่พอสมควร แต่ไม่ถึงกับสามารถร้องเพลงยาวๆได้ นี่คือช่วงของการออกกำลังกายปานกลาง ในระยะนี้ควรที่จะทำให้ได้อย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป ปกติการออกกำลังกายในระดับนี้จะเหมาะสมกับผู้สูงอายุ และก็คนที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายใหม่ๆ

และสำหรับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หัวใจจะทำงานมากขึ้น หัวใจจะเต้นแรงมากขึ้น เราสามารถพูดได้เพียงแค่ประโยคสั้นๆ เท่านั้น และเราจะหายใจถี่ขึ้นแต่ก็ไม่ถึงกับหายใจหอบแฮ่กๆ ไปเลย ถ้าเราออกกำลังกายในลักษณะนี้ เราอาจจะใช้เวลาเพียงแค่ 15-20 นาทีก็พอ ซึ่งการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอนี้ จะเหมาะกับคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวันอยู่แล้ว หรือคนที่เป็นนักกีฬา

ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายด้วยวิธีไหนก็ตาม เราจะต้องมีการตรวจสภาพร่างกายของเราก่อน ว่าสุขภาพร่างกายของเราพร้อมที่จะออกกำลังกายหรือยัง ก่อนที่ออกกำลังกายมีการพักผ่อนมาเพียงพอหรือยัง และทุกครั้งก่อนออกกำลังกายเราจะต้องมีการวอร์มร่างกายก่อน และก่อนที่จะหยุดออกกำลังกายเราก็จะมีการ cool down เช่นกัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บในระหว่างที่เรากำลังออกกำลังกายนั่นเอง

แหล่งอ้างอิง https://iill.me/ออกกําลังกาย

2 ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ขอบคุณค่ะ

August 08, 2018
ความคิดเห็นที่ 2

ขอบคุณค่ะ สำคัญเลยก็ต้องดูแลเรื่องอาหารคู่ไปด้วยค่ะ

August 09, 2018
What's new
รีวิวคุชชั่นไข่แดง TIRTIR งานผิวสวยโกลว์ ปกปิดเริ่ด เนียนกริบตลอดวันรีวิวครีมกันแดดอควาเฟรช Beauty Of Joseon งานผิวสวยฉ่ำ บางเบา ไม่ทิ้งคราบขาวป้ายยาลิปสติกเนื้อฟิล์ม CEZANNE ปากฉ่ำวาว สีสวยชัดเป็นธรรมชาติKOSAS เปิดตัว "แป้งฝุ่นอัดแข็ง" สูตรใหม่ล่าสุด เผยผิวสวยดุจนางฟ้า เปล่งประกายมากกว่าที่เคยChompink: AI ที่ทำให้การเลือกซื้อเครื่องสำอางเป็นเรื่องง่าย และตรงใจสำหรับทุกคนรวม 10 แป้งผสมรองพื้น ยี่ห้อไหนดี 2025 ปกปิดเรียบเนียน ติดทน ไม่ติดแมสก์!คัดเน้น ๆ 10 แชมพูลดผมร่วง 2025 บอกลาผมบาง ต้อนรับผมหนาอีกครั้ง!ดูดวงความรัก การงาน การเรียน การเงิน ระหว่าง 30 มี.ค. - 5 เม.ย. 68 (ทุกราศี) 5 สูตรสครับหนังศีรษะ ลดผมร่วง แก้ผมมัน พร้อมช่วยขจัดรังแคชวนสาว ๆ มาเป็น Beauty Tester ร่วมรีวิวและทดลองใช้สกินแคร์ เมคอัพแบรนด์ดังฟรี !!